Student blog — 23/08/2026
AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก ค้นหารูปแบบที่มนุษย์อาจมองไม่เห็น คาดการณ์ความเสี่ยง สรุปข้อมูล และทำงานบางอย่างที่ซ้ำกันโดยอัตโนมัติ งานทบทวนหลักฐานพบว่า AI ถูกนำมาใช้ในงานพยาบาลหลายด้าน โดยเฉพาะการสนับสนุนการตัดสินใจ การติดตามผู้ป่วย การจัดทำเอกสาร การศึกษา และการปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน (Rony et al., 2025)
อย่างไรก็ตาม คำว่า “พบได้จริง” ไม่ได้หมายความว่าทุกโรงพยาบาลนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้อย่างแพร่หลาย หรือทุกระบบพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดภาวะแทรกซ้อนได้แน่นอน หลักฐานบางส่วนเป็นการใช้ในสถานการณ์จริง ขณะที่บางส่วนยังอยู่ในระดับทดลองหรือนำร่อง
ต่อไปนี้คือ 10 ตัวอย่างการใช้ AI ในงานพยาบาลที่พบได้จริง พร้อมประโยชน์และข้อควรระวังที่ควรรู้
ตัวอย่างเช่น เมื่อข้อมูลของผู้ป่วยมีแนวโน้มผิดปกติ ระบบอาจแจ้งให้พยาบาลประเมินผู้ป่วยซ้ำหรือรายงานทีมรักษาเร็วขึ้น AI จึงช่วยจัดลำดับข้อมูลและชี้ให้เห็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ แต่การประเมินจริงยังต้องอาศัยความรู้และวิจารณญาณของพยาบาล
การทบทวนขอบเขตงานวิจัยพบว่า AI มีบทบาทในการจำแนกความเสี่ยง สนับสนุนการวินิจฉัย วางแผนการดูแล และช่วยตัดสินใจในสถานการณ์ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ระบบต้องสามารถอธิบายเหตุผลของผลลัพธ์ได้และต้องอยู่ภายใต้การกำกับของบุคลากรสุขภาพ (Fernandes et al., 2026)

ประโยชน์สำคัญคือการช่วยให้ทีมพยาบาลสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้เร็ว โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยที่มีข้อมูลจำนวนมาก แต่การแจ้งเตือนมากเกินไปอาจก่อให้เกิด “ความล้าจากสัญญาณเตือน” หรือ alert fatigue จนผู้ใช้อาจมองข้ามข้อความสำคัญได้
ดังนั้น ระบบที่ดีไม่ควรเพียงทำนายได้แม่นยำ แต่ต้องแจ้งเตือนในเวลาที่เหมาะสม มีข้อมูลอธิบาย และเข้ากับขั้นตอนการทำงานของพยาบาล (Rony et al., 2023; Rony et al., 2025)
ตัวอย่างการศึกษาในหน่วยดูแลแบบประคับประคองนำเครื่องมือ AI มาใช้ช่วยร่างบันทึกประจำวัน สรุปจำหน่าย ติดตามการใช้ยา และค้นหาแนวโน้มทางคลินิก จากนั้นบุคลากรผู้รับผิดชอบตรวจสอบและแก้ไขก่อนนำไปใช้จริง การศึกษาดังกล่าวมีผู้ป่วยเพียง 25 ราย จึงเป็นหลักฐานเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าใช้ได้ผลเหมือนกันในทุกหน่วยบริการ (Gün & Aktaş, 2025)
สิ่งสำคัญคือ พยาบาลต้องตรวจสอบความถูกต้องทุกครั้ง เพราะ AI อาจสรุปผิด ละเลยบริบท หรือสร้างข้อมูลที่ไม่ได้ปรากฏในเวชระเบียนได้
การใช้งานลักษณะนี้อาจช่วยลดเวลาค้นหาข้อมูลและลดภาระทางความคิด แต่ยังไม่ควรใช้สรุปที่ AI สร้างขึ้นแทนการตรวจสอบเวชระเบียนและการสื่อสารระหว่างพยาบาล เพราะข้อมูลบางอย่าง เช่น ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของพฤติกรรมหรือบริบทครอบครัว อาจไม่ได้ถูกบันทึกในรูปแบบที่ระบบเข้าใจได้ครบถ้วน
ประสิทธิผลของ AI จึงขึ้นอยู่กับคุณภาพข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบเวชระเบียน และการออกแบบให้สอดคล้องกับการทำงานจริง (Goldberg et al., 2025)
การวิเคราะห์วรรณกรรมเกี่ยวกับระบบอัตโนมัติในงานพยาบาลระบุว่า การจัดการยาเป็นหนึ่งในกลุ่มงานที่สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนได้ ควบคู่กับงานเอกสาร การติดตามผู้ป่วย การควบคุมการติดเชื้อ และการช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (Pepito et al., 2025)
อย่างไรก็ตาม AI ไม่ควรเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการบริหารยา พยาบาลยังต้องตรวจสอบคำสั่งการรักษา หลักความถูกต้องในการให้ยา อาการของผู้ป่วย และความสมเหตุสมผลทางคลินิกด้วยตนเอง
AI อาจเข้ามาช่วยคัดกรองข้อมูลจำนวนมากและจัดลำดับว่า ผู้ป่วยคนใดควรได้รับการประเมินก่อน เทคโนโลยีลักษณะนี้ช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญและสนับสนุนทีมข้างเตียง แต่ไม่ได้ลดความสำคัญของพยาบาลประจำหน่วย เพราะยังต้องมีผู้ประเมินอาการจริง ดำเนินการพยาบาล และสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว
รายงานการบูรณาการ Virtual ICU กับหน่วยดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจแสดงให้เห็นการนำระบบติดตามและสนับสนุนการดูแลทางไกลมาใช้กับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนสูง (Dhala et al., 2023)
ตัวอย่างเช่น ระบบอาจแยกข้อความเกี่ยวกับการนัดหมายออกจากข้อความที่กล่าวถึงอาการผิดปกติ ทำให้ทีมดูแลจัดลำดับงานได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี การจำแนกผิดอาจทำให้ข้อความสำคัญได้รับการตอบสนองล่าช้า จึงต้องมีช่องทางส่งต่อให้บุคลากรประเมิน และไม่ควรให้ AI ตอบประเด็นทางคลินิกที่มีความเสี่ยงโดยไม่มีผู้ตรวจสอบ
งานทบทวนเกี่ยวกับ AI กับภาระจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เสนอว่า AI อาจช่วยลดงานข้อความและภาระทางความคิดได้ แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้งาน การฝึกอบรม และการสนับสนุนจากองค์กร (Sarraf & Ghasempour, 2025)
ประโยชน์ที่คาดหวังคือการลดความไม่สมดุลของภาระงาน การทำงานล่วงเวลา และปัญหาบางช่วงเวลามีพยาบาลไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม หลักฐานผลลัพธ์จากการนำไปใช้จริงยังมีความแตกต่างตามบริบท และไม่ควรให้ระบบจัดตารางโดยมองเพียงตัวเลขจนละเลยความต้องการของบุคลากร
การศึกษาประสบการณ์ของผู้บริหารการพยาบาลพบว่า AI อาจเข้ามามีบทบาทในสภาพแวดล้อมการทำงานและกระบวนการบริหาร แต่จำเป็นต้องมีการเตรียมบุคลากรและกำกับผลกระทบต่อวิชาชีพ (Göktepe & Sarıköse, 2025)
ในงานพยาบาลผู้ป่วยรอบผ่าตัด เทคโนโลยีใหม่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยติดตามข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้ม และสนับสนุนการตัดสินใจในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง (Macieira et al., 2025+)
ข้อดีของ AI คือสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง แต่คุณภาพของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับนิยามตัวชี้วัดและความครบถ้วนของข้อมูล หากบันทึกต้นทางไม่ถูกต้อง การวิเคราะห์ของ AI ก็อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่คลาดเคลื่อนได้
สำหรับพยาบาลวิชาชีพ AI อาจช่วยค้นหาแนวปฏิบัติ สรุปความรู้ หรือจัดทำกิจกรรมพัฒนาสมรรถนะ แต่ต้องตรวจสอบกับแนวทางจากแหล่งที่เชื่อถือได้ทุกครั้ง
ประเด็นที่ต้องระวังคือ หากผู้เรียนยอมรับคำตอบจาก AI โดยไม่วิเคราะห์ อาจทำให้ทักษะการให้เหตุผลทางคลินิกลดลง การศึกษาในยุค AI จึงต้องพัฒนาทั้งความรู้เท่าทัน AI การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความสามารถในการตรวจสอบหลักฐาน (Woo et al., 2025)

AI อาจช่วยลดเวลาที่ใช้กับงานเอกสาร การค้นหาข้อมูล การจัดลำดับข้อความ และงานบริหารที่ทำซ้ำ อย่างไรก็ตาม หากระบบใช้งานยาก แจ้งเตือนมากเกินไป หรือไม่สอดคล้องกับขั้นตอนการทำงาน AI อาจเพิ่มภาระทางความคิดและทำให้เกิดความเครียดจากเทคโนโลยีแทน
ดังนั้น การประเมินผลของ AI กับการพยาบาล ไม่ควรพิจารณาเฉพาะความแม่นยำของโมเดล แต่ควรวัดผลต่อเวลาทำงาน ภาระงาน ความปลอดภัย ประสบการณ์ของพยาบาล และผลลัพธ์ของผู้ป่วยในสถานการณ์จริงด้วย
- ข้อมูลผู้ป่วยได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่
- ระบบผ่านการตรวจสอบในกลุ่มผู้ป่วยและบริบทที่นำมาใช้หรือไม่
- พยาบาลสามารถเข้าใจเหตุผลของคำแนะนำจากระบบได้หรือไม่
- มีผู้รับผิดชอบเมื่อระบบให้ผลลัพธ์ผิดพลาดหรือไม่
- มีขั้นตอนให้พยาบาลปฏิเสธหรือแก้ไขคำแนะนำของ AI หรือไม่
- ระบบเพิ่มหรือลดภาระงานจริงเมื่อใช้งานแล้ว
- มีการติดตามความคลาดเคลื่อน อคติ และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อย่างต่อเนื่องหรือไม่
AI อาจช่วยให้พยาบาลเข้าถึงข้อมูลเร็วขึ้น ลดงานบางประเภท และพบความเสี่ยงได้เร็วกว่าเดิม แต่คุณค่าของเทคโนโลยีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความทันสมัยเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีนั้นช่วยให้พยาบาลดูแลผู้ป่วยได้ปลอดภัย มีคุณภาพ และยังคงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ไว้ได้หรือไม่
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า “AI จะมาแทนพยาบาลหรือไม่” แต่คือ “เราจะออกแบบและกำกับ AI อย่างไรให้ช่วยพยาบาลทำงานได้ดีขึ้น โดยไม่ลดทอนวิจารณญาณและคุณค่าความเป็นมนุษย์ในการดูแล”
- Dhala, A., et al. (2023). Integrating a virtual ICU with cardiac and cardiovascular ICUs. Methodist DeBakey Cardiovascular Journal, 19(4), 4–16.
- Fernandes, F., et al. (2026). Contributions of artificial intelligence to decision making in nursing: A scoping review. Nursing & Health Sciences, 28(1).
- Gün, M., & Aktaş, Y. (2025). AI-supported documentation and clinical monitoring in palliative care. American Journal of Hospice and Palliative Medicine.
- Pepito, J. A., et al. (2025). Opportunities, challenges, and future directions for the integration of automation in nursing practice. JMIR Nursing, 8, e72674.
- Rony, M. K. K., et al. (2025). The role of artificial intelligence in nursing care: An umbrella review. Nursing Inquiry, 32(2), e70023.
- Woo, B., et al. (2025). Teaching critical thinking in the age of AI. International Nursing Review, 72(3).
เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.ยุภา โพผา